เรื่องเต้นเต่างอย

ท่าที่1

เรื่องเต้นเต่างอย

ฉันหลงใหลเพลงยอดฮิตข้ามปี “เต่างอย” ของจินตหรา พูนลาภ มาตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก ผ่านไปพักหนึ่งไปเจอวิดีโอฝึกเต้นเข้า ก็หัดเต้นอยู่นานจนเป็น ระหว่างที่ฝึกเต้นฉันดูลายเต้น “เสื้อเหลือง” หรือครูนนท์เป็นหลัก

มติค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ในหมู่ความคิดเห็นจำนวนพันเศษๆ ใต้วิดีโอว่า “เสื้อน้ำเงิน” หรือคุณต่อ เป็นตัวอย่างของการเต้นแบบแมนๆ ซึ่งเป็นสิ่งดี ส่วน “เสื้อเหลือง” เป็นตัวอย่างของการเต้นออกสาว ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดี

ตุ๊ดอย่างฉันสงสัยว่า ทำไมขนบการแบ่งเพศเป็นหญิงกับชาย ถึงยังสืบสานกันมาอย่างแข็งขันในการเต้นร่วมสมัย ที่ท่าเต้นมักไม่ได้ถูกออกแบบมาเป็นคู่ล้อกันไประหว่างชายและหญิง แต่ผู้ชมจำนวนมากกลับยังคาดหวังให้มีเส้นแบ่ง

ทั้งที่ “หน้าฮ้านหมอลำ” เป็นฉากสำคัญของเสรีภาพของเกย์ กะเทย และคนมักม่วนทุกเพศทุกวัย ใครจะเด้งหกชั้นเก้าชั้น เด้าลมในแอ่งโคลน หรือห้อยตัวจากง่าไม้เขย่าๆ ตามจังหวะเพลง  มันก็เป็น “เสรีภาพ” ของเขาในร่างกายและจิตใจของเขา จะเคลื่อนไหวยังไงก็ได้

แม้แต่เต้นแอโรบิก หรือว่ารำไท้เก๊ก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายตามท่าทางที่คนอื่นกำหนดให้ ในชั่วขณะของการเคลื่อนไหวเราก็ยังรู้สึกได้ถึงเสรีภาพพร้อมๆ กับที่เราเต้นตามขนบ

แต่ปรากฏว่า ไม่ใช่ว่าใครจะเต้นยังไงก็ได้กับท่าเต้น “เต่างอย” ฉบับทางการ ขนาดครูนนท์ผู้ออกแบบยังถูกมองว่าไม่เหมาะสม — มันยังไงกันวะ?

ถึงแม้สังคมเราจะยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ว่ามันไม่ได้มีแค่สองเพศ และคนเราควรจะมีเสรีภาพที่จะแสดงออกและได้รับการยอมรับในเพศสภาพ เพศวิถีที่เราเป็น แต่แนวคิดหลายๆ อย่างก็ยังทนทายาด ฉันเลยไปสืบดูของเก่าเพื่อทำความเข้าใจความคิดเรื่อง “ชาย” “หญิง” ให้กระจ่างมากขึ้น

ไปเจอผญาสองบทซึ่งเล่นคำพ้องเสียงระหว่าง “ชาย” กับ ”ทราย” และ “หญิง” กับ “ยิง”

ซายขอให้เป็นซายแท้ อย่าแกมแกหินแห่ซายก็ซายแท้ๆ ตมนั้นอย่าปน

ญิงขอให้เป็นญิงแท้ อย่าเป็นญิงดายเปล่าญิงก็ญิงแท้ๆ แนแล้วจั่งค่อยญิงอย่าได้ญิงเสียถิ้ม ญิงเสียดายเปล่าให้เอาหน่องแต้มสา แล้วจึงค่อยญิง

(ไขคำลาว จาก สารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ ของปรีชา พิณทอง:หินแฮ่ หมายความว่า “หินกรวด หินที่เป็นก้อนเล็กๆ”แน หมายความว่า “ตรึกตรอง คาดคะเน เรียกแน เล็งปืน เรียกแนปืน”หน้อง หมายความว่า “ชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง ยางเป็นพิษร้ายแรงมาก เรียก เครือหน้อง ใช้ยางหน้องผสมกับอย่างอื่นทำเป็นยาพิษ เอาลูกศรหรือลูกธนูจุ่มยาพิษนี้ ใช้ยิงสัตว์ป่ามีกวางเป็นต้น”)

ถ้าพยายามตีความคำพังเพยนี้ให้ลึกลงไปกว่า “ก็มันบังเอิญพ้องเสียงไง” ก็น่ามาพิจารณาดูว่าความบังเอิญนี้ถูกขยายความอย่างไร แล้วมันไปเชื่อมโยงกับแนวคิดพื้นฐานบางอย่างของเพศหญิงและเพศชายบ้างหรือเปล่า

สังเกตได้ว่า การขยายความคำพ้องเสียง “ชายแท้”/”ทรายแท้” เน้นความบริสุทธิ์ของเนื้อตัวชาย ไม่ปนเปื้อนหิน ไม่ปนเปื้อนขี้ตม ไม่ปนเปื้อนหินกรวด ซึ่งก็ชวนให้นึกถึงพวก “ชายแท้” ที่ชอบล้อหรือโยนขี้ใส่กันเองว่า “ไอ้นี่สายเหลือง” ซึ่งสื่อความหมายว่าการเอากันข้างหลังเป็นขี้ตมปนทรายบริสุทธิ์ของบุรุษเพศ

ส่วนการขยายความคำพ้องเสียง “หญิงแท้/ยิงแท้” เน้นนัยยะของการ “เสียของ” ทำนอง “หญิงข้าวสาร (แต่ชายข้าวเปลือก)” ไม่ได้เน้นว่าเป็นผู้หญิงจะต้องยิงให้ตรงเป้า แต่กลับเน้นว่าเป็นผู้หญิงจะต้องไม่ยิงทิ้งจนเสียของ — น่าถามย้อนกลับไปยังบท “ชายแท้” ว่า ทำไมไม่มีวรรคที่เขียนทำนองว่า “อย่าได้ทรายปนเปื้อน ปลูกเฮือนแล้วล่ม” บ้าง?

สรุปแบบจับแพะชนแกะได้ว่า แนวคิดเรื่องความเป็นหญิงแท้หมกมุ่นกับการ “เปล่าประโยชน์” “หมดคุณค่า” ในขณะที่แนวคิดเรื่องความเป็นชายแท้หมกมุ่นกับการยืนยันว่าเป็น “ชายทั้งแท่ง” ซึ่งปรากฏให้เห็นได้บนลึงค์แข็งๆ ไม่เปื้อนขี้ และการแสดงออกทางร่างกายที่ “แมน”

ฉันสืบต่อไปอีกในหนังสือ ตำราโฉลกชายดีและชั่ว โฉลกหญิงดีและชั่ว ของน้อย ผิวผัน ซึ่งทำนายชะตาและความเหมาะสมเป็นคู่ครองจากสัดส่วนและลักษณะต่างๆ ของร่างกาย พบโฉลกชายชั่ว หรือ “โสกชั่ว” สองประการโดดออกมา ชวนให้คิดต่อ

ชายใดกระโลกกระเลกเต้นฟ้าวฟั่งไปมา มันหากทำซงซ้ำกิริยาเพศต่าง เป็นเปื้องปู้เปื้องป้างนิ้วมือสั่นข้อหมากขาม ตีนป้องสั่นหัวปลายตีนซ้ำผั่นหล่อย มันหากเป็นขโมยลักเล็กลักน้อยตามบ้านอยู่บ่เชา

ชายใดฮูปฮ่างน้อยหน้าส่วยใบสี ตาชอนแลนเสียดสาวทั้งค้าย แขนแพนส่วยแอวงอนบ่าไหล่ยิก ชายฮูปนี้อ้าปากลำหลาย เป็นหมอลำแอ่วสาวหลายบ้าน บุญบ้านน้อยบ้านใหญ่บ่มีหลอ มันหาลำเทียวกินประสงค์เล่นเจ้าเอย

(ไขคำลาว:กะโลกกะเลก หมายความว่า “รีบมองดูข้างหน้าข้างหลังโดยไม่สุภาพเรียบร้อย”ซอนลอน หมายความว่า “ดูทางหางตา”ยิก หมายความว่า “ยักขึ้นยักลง” ยิกยิก หมายความว่า “อาการไหวขึ้นลงถี่ๆ เรียกเต้นยิกยิก”แพน หมายความว่า “อ่อนช้อย การแสดงท่าฟ้อนลำแบบอ่อนช้อย”แอว หมายความว่า “เอว”แอ่ว หมายความว่า “วอนขอ … สู่ขอหญิงมาเป็นภรรยา เรียกแอ่วขอ แอ่วโอม … ลอบลัก เรียกแอ่ว”)

ฉันรู้สึกแปลกใจที่ “โสกชั่ว” ไม่เพียงแต่สนใจรูปกายที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่ยังกินความไปถึงอากัปกิริยาที่เป็นผลของการเลี้ยงดูและฝึกฝนร่างกายเสียมากกว่า การเคลื่อนไหวร่างกายแบบหนึ่งๆ กลับถูกมองว่ามีความหมายลึกไปถึงข้างใน ตำราเตือนไว้ว่าคนไหนมือตีนล่อกแล่ก มันขี้ขโมยเด้! คนไหนแขนอ่อนเอวงอน มันสิหลอยเจ้าเล่นเด้อ! มันบ่ถืกโสก อย่าได้เอามาเป็นคู่ซ้อน

ตำราโฉลกฯ นับเป็นภูมิปัญญาการ “ดูคนที่ภายนอก” ของไทเฮาตั้งแต่สมัยโบราณ

กลับมาปี 2018 ที่ท่าเต้นเพลง “เต่างอย” รวมถึงท่าเต้นเพลงภาคต่อ “ลำเต้ยซิ่งเต่างอย” ได้ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัย ซึ่งรวมไปถึงท่าเต้นผสมรำที่ครูนนท์ออกแบบด้วย

ท่าเต้นทั้งสองเพลงแทบไม่มีความแตกต่างระหว่าง “ลายชาย” กับ “ลายหญิง” นอกจากฝ่ายหนึ่งถ่างขาเต้นมากกว่า และอีกฝ่ายหนึ่งเอวงอนอ่อนช้อยมากกว่า แต่นี่ก็อาจเป็นเรื่องของนักเต้นแต่ละคนมากกว่าการออกแบบท่าทาง

สังเกตปฏิกิริยาต่อคอมเมนต์ที่เหยียดตุ๊ด-เกย์-กะเทยอย่างตรงๆ เห็นได้ชัดว่าผู้ชมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการ “ดูถูก” คนเพศหลากหลาย ถ้าไม่ด่ากลับคอมเมนต์เหล่านั้น ก็จะไม่มีใครหัวซา ยกตัวอย่างเช่น: