คำ และชนิดของคำ (Parts of speech)

วิชานี้เป็นวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ และทบทวนความรู้ต่างๆที่เรียนมา เรามาเรียนรู้กันเลย

คำ และชนิดของคำ (Parts of speech)

Part of speech

Part of speech ส่วนของคำ หน้าที่ของคำต่างๆ ที่ประกอบอยู่ในประโยค เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษที่ต้องรู้ เวลาเปิดพจนานุกรม (dictionary) เพื่อค้นหาความหมายของคำศัพท์ ควรต้องดูหน้าที่ของคำ (part of speech) ด้วย ว่าคำศัพท์นั้นทำหน้าที่ หรือมี part of speech เป็นอะไรได้บ้าง เพื่อจะได้นำมาประกอบประโยค สร้างประโยคภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องครับ เพราะหลายๆ คำในภาษาอังกฤษ ที่ให้ความหมายต่างกันเมื่อทำหน้าที่ part of speech ต่างกัน ซึ่งถ้าเรารู้ว่าคำที่อยู่ส่วนนั้นของประโยคทำหน้าที่อะไร ก็จะเลือกคำแปลได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจประโยคภาษาอังกฤษ รวมถึงเขียนประโยคภาษาอังกฤษเองได้อย่างถูกต้อง

Parts of Speech มีอะไรบ้าง ง่ายๆ จำไว้แค่ว่า มี 8 อย่างเท่านั้นเอง

Parts of Speech คือ ชนิดของคำ    

 Parts of Speech มีอะไรบ้าง ง่ายๆ จำไว้แค่ว่า มี 8 อย่างเท่านั้นเอง มี    

1. Noun คำนาม    2. Pronoun คำสรรพนาม    3. Verb กริยา    4. Adverb กริยาวิเศษณ์    5. Adjective คำคุณศัพท์    6. Preposition บุพบท    7. Conjunction คำสันธาน    8. Interjection คำอุทาน    

Noun

1. Noun คือ คำที่ใช้เรียกแทน ชื่อ คน สัตย์ สิ่งของ     คำนามมี นามทั่วไป กับ นามเฉพาะ      ตำแหน่งและหน้าที่: เป็นได้ทั้งประธานและกรรม ในประโยค


Noun

Prononun

2. Pronoun คือ คำที่ใช้เรียกแทน Noun หรือ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำ    ยกตัวอย่าง เวลาเราเรียกหรือเอ่ยคำใดคำหนึ่งบ่อยๆจะหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำโดยการใช้คำ สรรพนาม แทน    คือ ครั้งแรก เรียกชื่อ และครั้งต่อๆไปจึงเรียก เขา หรือ เธอ

Pronoun

Verb

3. Verb ก็คือกริยา มี verb แท้ และ verb ไม่แท้    มีวิธีสังเกตุง่ายๆ    verb แท้ จะผันตามประธานและ tense ค่ะ รวมถึง helping verb ทั้ง 24 ตัว    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 กริยาจะผันตามประธานคือ เติม s หรือ es     ก่อนอื่นเลย บุรุษที่ 1 ก็คือ ตัวผู้ผูดเอง มีแค่ I กับ we                 บุรษที่ 2 คือ คนที่เราพูดด้วย คือ you                 บุรุษที่ 3 คือ คนที่เราพูดถึง หรือที่เรามักคุ้นเคยกับคำว่า บุคคลที่สามนั่นเอง มีคำว่า they he she it    แล้วเอกพจน์บุรษที่สามคือคำว่า he she it ค่ะ ที่เป็นเอกพจน์แล้วก็อยู่ในบุรุษที่ 3 ด้วย ส่วน they เป็นพหูพจน์ค่ะ    เอกพจน์บุรุษย์ที่ 3 ยังรวมถึง ชื่อคน สัตว์ สิ่งของ ที่มีสิ่งเดียวอันเดียวด้วย    ตัวอย่างการผันของกริยาตามประธาน    Marry loves playing sports. แมรี่ชอบเล่นกีฬา     สังเกตุว่าประโยคนี้ loves เติม s ค่ะ แสดงว่า ประโยคนี้ กริยาแท้จะต้องเป็น loves    ถ้าผันตาม tense     He has never told me before that he is a gay. เขาไม่เคยบอกฉันมาก่อนว่าเขาเป็นเกย์ - -''    ประโยคนี้ กริยาตัวที่ผันตาม tenseคือ คำว่า told เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นpresent perfect tense คือ เขาไม่เคยบอกตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันก็ไม่บอก และมีแนวโน้มว่าเขาจะไม่บอกในอนาคต     และกริยาไม่แท้ที่เหลือ คือ present participle และ past participle    modal verb คือ can, could, may, might, will, would, shall, should ,ought to,  be boing to, etc. มี 24 ตัว    present participle คืออะไรหว่า ก็ กริยาที่ เติม ing  แต่พวกนี้ไม่ใช่ gerund และก็จะแปลต่างจาก present continuous tense ด้วยนะ      Past participle คือ กริยาที่เติม ed หรือ verb ช่อง 3 ไง ใช้เพื่อขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน หมายถึง คำที่ถูกขยายถูกกระทำ     ตัวอย่างระหว่าง present participle กับ past participle    A man standing next to the door is my boyfriend. ผู้ชายที่ยืนอยู่ใกล้ประตูเป็นแฟนฉันเอง      ขั้นแรก มองหากริยาไหนที่ผันตามประธานและ tense เป็นกริยาแท้  is บ่งบอกว่าประธานเป็นเอกพจน์     แล้วคำว่า standing ก็คือ present participle เอาไว้ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน คือคำว่า man    สรุปแล้ว standing ขยายคำว่า man หมายถึง man กระทำกริยายืน ไม่มีใครยืนให้

Adverb

4. Adverb คือ คำที่ใช้ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ คำวิเศษณ์ เพื่ออธิบายข้อมูลเพิ่มเติม ในเชิงความถี่ เวลา สถานที่ หรือกริยาอาการต่างๆ

Adverb of manner (คำวิเศษณ์ที่บอกในเรื่องการกระทำ) : slowly (ช้าๆ), quickly (รวดเร็ว)

Adverb of frequency (คำวิเศษณ์ที่บอกในเรื่องความถี่) : everyday (ทุกๆวัน), often (บ่อยๆ), sometimes (บางเวลา)

Adjective

5.Adjective 

คือ คำที่วางไว้หน้าคำนาม หรือสรรพนามเพื่อขยายความเหล่านั้นในเชิงลักษณะ คุณภาพ ปริมาณ เป็นต้น

เช่น good (ดี), beautiful (สวย), young (หนุ่มสาว วัยรุ่น)

Preposition

6. Preposition ใช้เพื่อระบุ ตำแหน่ง วัน เวลา และสถานที่     prep. บอกตำแหน่ง ได้แก่ at, in, on, under, next to, beside, behide, in front of, etc.     prep. บอกวันใช้ on บอกเดือนและปีใช้ in (ถ้าบอก วันเดือนปี พร้อมกัน ให้ใช้ on)     prep. บอกเวลาใช้ at     prep. บอกสถานที่ใช้ at  แต่ถ้าบอกว่า อยู่จังหวัดใด ประเทศใด ใช้ in นะคะ

Conjunction

7. Conjunction ใช้ เชื่อมคำ หรือ เชื่อมความ    ถ้าเราจำ FANBOYS     F = for    A = and    N = nor    B = but    O = or    Y = yet    S = so

Interjection

8. Interjection เพิ่มสีสันให้แก่ชีวิต บ่งบอกอารมณ์และความรู้สึก interjection นั้น คือ คำอุทาน มีทั้งอุทานเป็นคำ และ อุทานเป็นประโยค 

แบบฝึกหัดข้อที่1

 How many part of speech in English?

  • 8 parts of speech
  • 9 parts of speech

แบบฝึกหัดข้อที่2

A fast car goes fast.

  • verb
  • adverb

แบบฝึกหัดข้อที่3

She was angry with him

  • adjective
  • noun

แบบฝึกหัดข้อที่4

 I have other things to attend to.

  • noun
  • adjective

แบบฝึกหัดข้อที่5

She was running a high temperature.

  • adjective
  • adverb

การประเเมินผล

ให้นักเรียนทำแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้หลังเรียน คลิกเพื่อทำแบบทดสอบหลังเรียน