เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

คำอธิบายรายวิชา

คำอธิบายรายวิชา

             ศึกษาหลักการทำงาน และบทบาทของคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการอำนวยความสะดวกในกิจกรรมต่างๆ และประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน  อภิปรายลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการทำงาน  ความแม่นยำ  และการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และเปรียบเทียบความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีสารสนเทศ  ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ  เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และมีความเหมาะสมในการใช้งาน 

            ศึกษา วิเคราะห์แนวทางการเลือกอาชีพโดยใช้กระบวนการตัดสินใจในการเลือกอาชีพที่เหมาะสม  มีเจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพที่เป็นการสร้างรายได้  จากการประกอบอาชีพที่สุจริตและเป็นที่ยอมรับของสังคม  เห็นความสำคัญของการสร้างอาชีพและมีวิจารณญาณในการประกอบอาชีพ   รักการทำงาน   และมีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน  สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียงและมีความสุข 

            โดยใช้กระบวนการการทำงาน  กระบวนการปฏิบัติ  กระบวนการคิดวิเคราะห์  เพื่อให้เกิดความรู้  ความคิด  ความเข้าใจ  และเห็นคุณค่าของเทคโนโลยี   สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เห็นคุณค่าของการประกอบอาชีพ และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ

เนื้อหาบทเรียน

บทที่ 1 คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน

1.ความหมายและความสำคัญของคอมพิวเตอร์       

1.1 ความหมายของคอมพิวเตอร์             

         คอมพิวเตอร์ หมายถึง เครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ในการคำนวณได้อัตโนมัติตามคำสั่ง โดยสามารถรับข้อมูลและคำสั่งผ่านอุปกรณ์รับข้อมูล (Input) แล้วนำข้อมูลและคำสั่งนั้นไปประมวลผล (Process)ด้วยหน่วยประมวลผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการซึ่งอาจเป็นตัวเลข รูปภาพ ข้อความเสียง เป็นต้น และแสดงผ่านอุปกรณ์แสดงผล (Output)ตลอดจนสามารถบันทึกรายการต่างๆโดยอุปกรณ์บันทึกข้อมูลสำรอง เพื่อเก็บไว้ใช้งานครั้งต่อไปได้

1.2 ความสำคัญของคอมพิวเตอร์

          หน่วยงานราชการและเอกชนนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานกันอย่างกว้างขวางในด้านต่างๆ เช่น การพิมพ์เอกสาร  รายงานหนังสือ  การ์ดอวยพร  วารสาร  นิตยสาร  หนังสือพิมพ์  เป็นต้น การออกแบบอาคาร  การสร้างภาพกราฟิก  การตกแต่งภาพในคอมพิวเตอร์  การเล่นเกม  การดูภาพยนตร์  การฟังเพลง  การท่องโลกอินเตอร์เน็ต  การสนทนาออนไลน์  การสร้างบล็อกหรือเว็บไซต์ส่วนตัว  การสร้างงานแอนนิเมชั่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

1) การสื่อสาร (communication) 

      เช่น การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) การพูดคุยและส่งข้อความทางอินเทอร์เน็ต       โซเซียลเน็ตเวิร์ก (facebook)และไลน์ (Line)เป็นต้น

2)การเลือกซื้อสินค้า (shopping) 

      การเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆบนอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า    ไซเบอร์มอลล์ (cybermall)เพื่อเลือกชมสินค้าผ่านระบบการบริการทางอินเทอร์เน็ตทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้

3) การสืบค้นข้อมูล (searching)

      การสืบค้นข้อมูลต่างๆผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยมีโปรแกรมในการค้นหาเว็บไซต์ที่เรียกว่า “Search Engine” เช่น www.google.co.th, www.bing.com เป็นต้น เพื่อค้นหาบทความ เอกสาร ข่าว รูปภาพ ตามความสนใจ

4)ด้านความบันเทิง (entertainment) 

     สามารถอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

5)ด้านการศึกษา (education) 

      เช่น การนำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อพิมพ์รายงาน นำเสนองาน ทำสื่อการเรียนการสอน ทำงานหรือทำการบ้านส่งอาจารย์ รวมถึงการเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-learning)

2.บทบาทของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์มีส่วนสำคัญในด้านต่างๆดังต่อไปนี้

2.1 ด้านงานราชการ (government)              

       เช่น กรมสรรพากร มีการวางระบบเว็บไซต์ สำหรับให้บริการคำนวณภาษี ที่ว่าการอำเภอใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูลการแจ้งเกิด แจ้งตาย ย้ายที่อยู่ เป็นต้น                                

2.2 ด้านงานธุรกิจ (business)                 

       คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้งานด้านธุรกิจ เช่น การทำรายงาน การนำเสนองาน การซื้อและขายสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต(e-commerce) การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-banking) และการทำธุรกรรมต่างๆโดยใช้โทรศัพท์มือถือผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ (m-Banking)                  

2.3 ด้านงานสื่อสารโทรคมนาคม (telecommunication)                        

       งานคมนาคม เช่น การควบคุมสัญญาณไฟจราจร การจองตั๋วรถไฟ การจองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น  

2.4 ด้านงานการศึกษา (education)

      เช่น การใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)ซึ่งสื่อนี้จะแสดงในรูปแบบของภาพ เสียง ตัวอักษร และเทคนิคต่างๆ และยังมีการเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต คือ บทเรียนออนไลน์(e-learning)

2.5 ด้านงานวิทยาศาสตร์และการแพทย์(science and medical)

       ด้านวิทยาศาสตร์นำมาช่วยเรื่อง การศึกษา ค้นคว้า ทำการทดลอง การพยากรณ์อากาศ เป็นต้นด้านการแพทย์นำมาช่วยในการพัฒนาเครื่องมือทางด้านการแพทย์ เช่น เครื่องตรวจวัดคลื่นหัวใจ เครื่องเอกซเรย์ เป็นต้น

2.6 ด้านงานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม (engineering and architecture)    

       ช่วยในการออกแบบ เขียนแบบ หรือจำลองโครงสร้างของงานต่างๆ เช่น การออกแบบอาคาร การสร้างเขื่อน เป็นต้น 

2.7 งานอื่นๆ เช่น งานละคร งานโฆษณา  การประชุมทางไกล เป็นต้น

แบบฝึกหัดบทที่ 1

การใช้คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้าง

....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

บทที่ 2 การทำงานของคอมพิวเตอร์

1.หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์              

    มีส่วนประกอบสำคัญขั้นพื้นฐาน 5 หน่วย ซึ่งแต่ละหน่วยจะมีหลักการทำงาน ดังนี้

        1) หน่วยรับข้อมูล (Input unit)

        2) หน่วยประมวลผลกลาง (Central processing unit)

        3) หน่วยความจำหลัก (Main memory)

        4) หน่วยแสดงผล (Output unit)

        5) หน่วยความจำสำรอง (Secondary storage)

2. หน่วยรับข้อมูล (Input unit)    

     ทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่คอมพิวเตอร์ เช่น ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ เป็นต้น โดยจะแปลงข้อมูลให้ไปอยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ ตัวอย่างอุปกรณ์หน่วยรับข้อมูล เช่น

       1)   แป้นพิมพ์ รับข้อมูลตัวอักษร

       2)  เมาส์ รับข้อมูลในลักษณะการชี้และการคลิกเลือกคำสั่งที่หน้าจอ

       3)  ไมโครโฟน รับข้อมูลเสียง

       4) สแกนเนอร์ รับข้อมูลภาพนิ่ง

       5)  กล้อง รับข้อมูลภาพเคลื่อนไหว

3. หน่วยประมวลผลกลาง (Central processing unit) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซีพียู (CPU) 

เปรียบเสมือนสมองของคอมพิวเตอร์ ที่มีการประมวลผล เช่นการคำนวณ การเปรียบเทียบ การวิเคราะห์หาผลลัพธ์ที่ต้องการได้ ซึ่งซีพียูจะถูกบรรจุในชิปที่เรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor)  

 -       ซีพียูประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์รับข้อมูล (input device) แล้วส่งต่อไปยังอุปกรณ์แสดงผล (output device)

-       ซีพียู ยิ่งมีความเร็วมากจะยิ่งประมวลผลได้เร็ว

-       หน่วยวัดความเร็วของซีพียู เรียกว่า เฮิร์ตซ์ (Hertz : Hz) ซึ่งเท่ากับ 1 ครั้งต่อวินาที

-       การเลือกความเร็วของซีพียูที่เหมาะสมกับงานต่างๆ ดังนี้

1) งานพิมพ์เอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นอินเทอร์เน็ต ควรมีความเร็วของซีพียู 700 – 1,300 MHz

2) งานกราฟิก ตกแต่งภาพความละเอียดสูง ควรมีความเร็วของซีพียู 1.3 – 2.0 GHz

3) งานสร้างมัลติมีเดีย ตัดต่อเสียง และวิดีโอ ควรมีความเร็วของซีพียู2.0 GHz ขึ้นไป

4.หน่วยความจำหลัก (main memory) 

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและคำสั่งที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของคอมพิวเตอร์หรือในขณะที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งาน บางครั้งเรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูลหลัก (primary storage)   หน่วยความจำหลักแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้              

        4.1 หน่วยความจำแรม (Random Access Memory : RAM)เป็นหน่วยความจำที่จัดเก็บข้อมูลในขณะเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ อาศัยกระแสไฟฟ้าในการทำงานเพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหาย ซึ่งหากเกิดไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำจะหายไป ซึ่งหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลภายหลัง ผู้ใช้ต้องย้ายข้อมูลออกจากแรมไปเก็บไว้ที่หน่วยความจำสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์

ขนาดของการวัดความจุคอมพิวเตอร์บิต

1 Byte (ไบต์) = 8 bit (บิต)

1 KB (กิโลไบต์) = 1024 Byte (ไบต์)

1 MB (เมกกะไบต์) = 1024 KB (กิโลไบต์)

1 GB (กิกะไบต์) = 1024 MB (เมกกะไบต์)

1 TB (เทราไบต์)= 1024 GB(กิกะไบต์)

ปัจจุบันหน่วยความจำแรมมีขนาดความจุตั้งแต่ 256 MB, 512 MB, 1 GB, 2 GB, 4 GB, 8GB, 16 GB และ 32 GB

การเลือกซื้อแรม 

1.เลือกขนาด 128-256 MB สำหรับเครื่องที่ทำงานด้านมัลติมีเดีย เกม และกราฟิก ระดับสูงควรใช้แรมขนาด 512 MB ขึ้นไป

2.ควรเลือกแรมที่มีความเร็วในการทำงานที่รองรับกับซีพียูที่เราใช้งาน

      4.2 หน่วยความจำรอม (Read Only Memory : ROM) เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการเริ่มต้นการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีคุณสมบัติในการเก็บข้อมูลไว้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลี้ยง คือ เมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเปิดขึ้นมาใหม่ข้อมูลในรอมก็จะไม่สูญหาย

5. หน่วยแสดงผล (Output Unit) 

     เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แสดงผลลัพธ์ โดยจะแปลงผลลัพธ์จากสัญญาณไฟฟ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นรูปแบบที่มนุษย์เข้าใจ เช่น ตัวอักษร ตัวเลข รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เป็นต้น อุปกรณ์หน่วยแสดงผลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้5.1 จอภาพ (monitor) มีหลายชนิด ดังนี้                                

      1) จอซีอาร์ที (CRT)                                

      2) จอแอลซีดี (LCD) เป็นจอที่ประหยัดพลังงานไฟฟ้าและแสงที่ส่งมายังตาผู้ใช้น้อย จึงถนอมสายตา                                

      3) จอพลาสมา (Plasma monitor) เหมาะกับการใช้ชมภาพยนตร์และกีฬาเป็นอย่างมาก

การเลือกซื้อจอภาพ

             1.      หากต้องใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานประมาณ 4-8 ชั่วโมง ควรเลือกจอภาพ แอลซีดี (LCD)

            2.      ควรเลือกซื้อจอภาพที่มีความเหมาะสมกับการใช้งาน

      5.2 เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์ในรูปข้อมูล รายงาน รูปภาพบนกระดาษ เครื่องพิมพ์มีหลายชนิด ดังนี้  

            1) เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet)                             

            2) เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser )

     5.3 ลำโพง (Speaker) เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์รูปแบบเสียง

6. หน่วยความจำสำรอง (Secondary storage) 

เป็นหน่วยเก็บข้อมูลถาวรที่ผู้ใช้สามารถย้ายข้อมูลขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานมาจัดเก็บไว้ สามารถเรียกใช้ข้อมูลมาใช้ภายหลังได้ อุปกรณ์หน่วยความจำสำรองที่นิยมในปัจจุบัน มีดังนี้                                

6.1) ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) เป็นอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลได้มาก ฮาร์ดดิสก์ทำจากแผ่นจานแม่เหล็ก (Platter) วางซ้อนกันหลายๆ แผ่น โดยที่ทุกแทรก (track) และเซกเตอร์ (sector) ที่มีตำแหน่งตรงกันเรียกว่า ไซลินเดอร์ (cylinder)

6.2 ออปติคัลดิสก์ (Optical disk) มีดังนี้                                

     1) ซีดีรอม (CD-ROM) บันทึกได้เพียงครั้งเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้                                

     2) ซีดีอาร์ (CD-R) สามารถบันทึกได้หลายครั้งจนแผ่นเต็ม แต่ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้                                

     3) ซีดีอาร์ดับบลิว (CD-RW) สามารถเขียนข้อมูลใหม่ทับลงในแผ่นเดิมได้ และสามารถแก้ไขข้อมูลในแผ่นได้       

    4) ดีวีดี (DVD) ดีวีดี 1 แผ่นสามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ 4.7 กิกะไบต์ถึง 17 กิกะไบต์ นิยมใช้บันทึกภาพยนตร์            

    5) บลูเรย์ดิสก์ (Blue Ray Disk) สามารถบันทึกข้อมูลได้สูงถึง 100 กิกะไบต์   

6.3 อุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช (flash memory device) แฟลชไดร์ฟ (flash drive)     ธัมไดร์ฟ (thumb drive) หรือ แฮนดี้ไดร์ฟ (handy drive) สามารถเก็บข้อมูลได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ คือ สามารถเขียนและลบข้อมูลได้ตามต้องการ มีน้ำหนักเล็ก พกพาสะดวก

แบบฝึกหัดบทที่ 2

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์มีส่วนประกอบสำคัญขั้นพื้นฐานกี่หน่วย อะไรบ้าง

.............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

บทที่ 3 การจัดการสารสนเทศ

1.ข้อมูลและสารสนเทศ

               ข้อมูล (data) หมายถึง ข้อเท็จจริง (fact) ที่อยู่ในรูปแบบตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ซึ่งสามารถบันทึกไว้อย่างต่อเนื่องและมีความหมายอยู่ในตัว เช่น ชื่อนักเรียน อายุ เพศ จำนวนประชากร เป็นต้น

                สารสนเทศ (information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ หรือเป็นข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทันต่อเวลาและอยู่ในรูปแบบที่ใช้ได้สะดวก ซึ่งสารสนเทศที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ดี

               การประมวลผล (processing) หมายถึง การกระทำของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล การคำนวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลำดับ การจัดกลุ่มข้อมูล การทำรายงาน เป็นต้น


2. ประเภทของข้อมูล

    ซึ่งแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้

         2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ (primary data) คือ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลโดยตรง เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การทดลอง ข้อมูลการเข้าชั้นเรียนของนักเรียน เป็นต้น

          2.2 ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) คือ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำข้อมูลที่ผู้อื่นรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ มาใช้งานโดยไม่ต้องลงมือเก็บรวบรวมเอง เช่นสถิติจำนวนประชากรที่กรมการปกครอง เป็นต้น


3.วิธีการประมวลผลข้อมูล

    มี 2 วิธี คือ

        3.1 การประมวลผลแบบเชื่อมตรง (online processing) เป็นวิธีการนำข้อมูลแต่ละรายการที่ถูกบันทึกเข้ามาประมวลผลทันที เช่น การกดเงินจากตู้ ATM เป็นต้น

       3.2 การประมวลผลแบบกลุ่ม (batch processing) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลในแต่ละช่วงเวลาหนึ่งและนำข้อมูลที่ได้รับในช่วงเวลาดังกล่าวมาประมวลผลพร้อมกัน เช่น การเก็บข้อมูลเวลาเข้าออกของนักเรียน เมื่อถึงสิ้นเดือนโรงเรียนจะนำข้อมูลมาประมวลผลเป็นรายงานประจำเดือน เป็นต้น


4.ลักษณะของสารสนเทศที่ดี

      1) มีความถูกต้องแม่นยำ (accuracy)

      2) ทันต่อเวลา (timeline)

      3) มีความสมบูรณ์ครบถ้วน (complete)

      4) มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้

      5) สามารถพิสูจน์ได้ (verifiable)


5.การจัดการสารสนเทศ

        5.1 การรวบรวมข้อมูลและการตรวจสอบข้อมูล

           1) การรวบรวมข้อมูล คือ การเสาะหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมารวมกัน ได้แก่ ข้อมูลจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต เป็นต้น

          2) การตรวจสอบข้อมูล คือ การพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูล หากพบว่าข้อมูลผิดก็จะต้องทำการแก้ไข

      5.2 การประมวลผลข้อมูล

          เป็นการกระทำของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล ได้แก่ การคำนวณ การเปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม การเรียงลำดับ และการจัดทำรายงาน

     5.3 การดูแลรักษาข้อมูล

        1) การจัดเก็บข้อมูล เช่น บันทึกข้อมูลไว้ในหน่วยความจำสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แฟลชไดร์ฟ เป็นต้น

        2) การทำสำเนาข้อมูล เช่น คัดลอกข้อมูลจากแฟ้มต้นฉบับและบันทึกไว้ในหน่วยความจำสำรอง เป็นการ backup file (แฟ้มข้อมูลสำรอง)

       3) การสื่อสารข้อมูล เป็นการนำข้อมูลมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต

       4) การปรับปรุงข้อมูล เป็นการแก้ไขข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน


6. ระบบสารสนเทศ

           ระบบสารสนเทศ (Information System : IS) หมายถึง ระบบที่สามารถจัดการข้อมูลตั้งแต่การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล การประมวลผล รวมถึงการดูแลรักษาข้อมูล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องและทันต่อความต้องการใช้งานของผู้ใช้ และผู้ใช้สามารถนำสารสนเทศที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศมี 5 องค์ประกอบ ดังนี้

       6.1 ฮาร์ดแวร์ (hardware) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง

       6.2 ซอฟต์แวร์ (software) คือ โปรแกรมหรือชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ทำงาน ซึ่งซอฟต์แวร์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

           1) ซอฟต์แวร์ระบบ เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ติดต่อกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้

     1.1) ระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ ได้แก่

           · วินโดว์(windows xp,7,8,10)

           · ยูนิกซ์ (Unix)

           · ลินนุกซ์ (Linux)

           · แมค (Mac OS)

           · ดอส (DOS)

    1.2) ระบบปฏิบัติการบนมือถือ ได้แก่

          · วินโดว์โฟน (windows phone)

          · แอนดรอยด์ (Android)

          · ไอโอเอส (IOS)

          · ซิมเบียน (Symbian)

        2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ ตามผู้ใช้ต้องการ เช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word), ไมโครซอฟต์เอ็กเซล (Microsoft Excel), ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ (Microsoft PowerPoint) เป็นต้น

    6.3 ข้อมูล(data)และสารสนเทศ(information)

    6.4 บุคลากร (peopleware) เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ

    6.5 กระบวนการทำงาน (procedure) เป็นขั้นตอนการทำงานที่ผู้ใช้ต้องทำตาม เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ


7. ระดับของสารสนเทศ

   มีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ ดังนี้

     7.1 ระดับบุคคล จะเป็นการที่แต่ละบุคคลในองค์กรจะสร้างและใช้สารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานส่วนตัวเท่านั้น เช่น การพิมพ์งานในโปรแกรมWord, การนำเสนองานในโปรแกรมPowerPoint, การสร้างตารางคำนวณด้วยโปรแกรม Excel เป็นต้น

     7.2 ระดับกลุ่ม เป็นการที่กลุ่มของคนในองค์กรที่ต้องทำงานร่วมกันจะสร้างและใช้สารสนเทศร่วมกัน เช่น การประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย (Video Conference System)

     7.3 ระดับองค์กร เป็นการทำงานแผนกต่างๆในองค์กร เช่น แผนกการขายและการตลาด มีการสร้างและส่งผ่านสารสนเทศจากแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่งได้ในรูปแบบรายงาน หรือกราฟเพื่อให้ผู้บริหารนำไปประกอบการตัดสินใจ

แบบฝึกหัดบทที่ 3

ประเภทของข้อมูลมี่กี่ประเภท ได้แก่อะไรบ้างพร้อมให้ความหมาย

.............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................


บทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ

1.ความหมายและองค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

          เทคโนโลยี (technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์

        สารสนเทศ (information) หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ได้ผ่านการประมวลผลและนำมาใช้ประโยชน์ตามความต้องการ

        เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศที่ต้องการเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วยเทคโนโลยีสำคัญ 2 สาขา คือ

        1) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์(computertechnology) เป็นเทคโนโลยีเพื่อการจัดการสารสนเทศ ได้แก่ การรวบรวมและการตรวจสอบข้อมูล การประมวลผล และการดูแลรักษาข้อมูล เพื่อให้ได้สารสนเทศตามที่ต้องการ

         2) เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม (communication technology) เช่น ระบบโทรศัพท์ วิทยุโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต เป็นต้น


2.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีดังนี้

      2.1 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษา ได้แก่ VDO, E-Book, e-library, e-learning

      2.2 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านธุรกิจ พาณิชย์และสำนักงาน จำแนกได้ดังนี้

            1) การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(e-commerce) คือ การทำกิจกรรมทางธุรกิจผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในทุกช่องทาง เช่น อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ เป็นต้น

             2)สำนักงานอัตโนมัติ (office automation) เป็นการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ มาช่วยในการปฏิบัติในสำนักงานทำให้เกิดประสิทธิภาพและความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น

    2.3 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านสาธารณสุขและการแพทย์

            1) ระบบแพทย์ทางไกล (telemedicine)

           2) ระบบการปรึกษาแพทย์ทางไกล (medical consultation)

    2.4 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการเกษตร มีดังนี้

            1) ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : GIS) เป็นระบบการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ในระบบคอมพิวเตอร์โดยข้อมูลที่จัดเก็บ เช่น ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า เป็นต้น

           2) เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลทางเกษตร

     2.5 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นผิวโลกและมหาสมุทร

      2.6 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านอื่นๆ เช่น การติดต่อสื่อสาร การจัดสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมต่างๆ เป็นต้น


3. ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

     1) เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทำให้การทำงานรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ

     2) เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้การบริการกว้างขวางครอบคลุมทั่วประเทศจนถึงทั่วโลก

     3) เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้การดำเนินการในหน่วยงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     4) เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เช่น การพิมพ์เอกสารต่างๆด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เป็นต้น


4. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

    4.1 ผลกระทบทางบวกของเทคโนโลยีสารสนเทศ

         1) ด้านคุณภาพชีวิต ได้แก่

            · ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาช่วยให้เกิดความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน

            · ใช้ระบบโทรมนาคมในการสื่อสารที่รวดเร็ว เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ

            · นำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์ เช่น เครื่องเอกซเรย์ เครื่องมือผ่าตัด

          2) ด้านสังคม มีดังนี้

            · ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสังคมอุตสาหกรรมเป็นสังคมสารสนเทศ

            · ทำให้เกิดสังคมเสมือน เป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน

         3) ด้านการเรียนการสอน

             · สร้างโปรแกรมจำลองสถานการณ์ต่างๆ ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้อย่างชัดเจน

             · ทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)

   4.2 ผลกระทบทางลบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

         1) คุณภาพชีวิต มีดังนี้

             · โรคที่เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดมือ

             · โรคทนรอไม่ไหว (Hurry Sickness) เกิดกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ทำให้เป็นคนหงุดหงิด ใจร้อน เครียดง่าย มีความอดทนลดลง เป็นต้น

            · เกิดความเครียดจากการเลือกใช้ข้อมูลและสารสนเทศที่มีอยู่มากมาย

        2) ด้านสังคม มีดังนี้

            · การขาดทักษะทางสังคม

           · การเกิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มากขึ้นและรุนแรงขึ้น

       3) ด้านการเรียนการสอน เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ผิด จำเป็นมีการอบรมจริยธรรมควบคู่ไปด้วย

แบบฝึกหัดบทที่ 4

แบบทดสอบ

แบบทดสอบ

Heading 1 text goes here

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book.

แบบทดสอบ

คำสั่ง : จงเลือกคำตอบที่ถูกต้อง

ข้อ 1.

  • เครื่องไฟฟ้า
  • เครื่องกลไก
  • เครื่องอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ
  • เครื่องวิเคราะห์

คอมพิวเตอร์ หมายถึงข้อใด

ข้อ 2.

  • ใช้ในการประกาศผลสอบของนักเรียน
  • ใช้ในการออกแบบภายในอาคาร
  • ใช้ในการควบคุมตู้ เอทีเอ็ม
  • ใช้ในการควบคุมหุ่นยนต์
ข้อใดคือบทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม

ข้อ 3.

  • จอพลาสมา
  • Put your answer option here
  • จอซีอาร์ที

จอภาพชนิดใด ที่เหมาะสำหรับใช้ชมภาพยนตร์และกีฬา

ข้อ 4.

  • จอทีเอฟที
  • จอแอลซีดี
  • จอพลาสมา
  • จอซีอาร์ที
ถ้าต้องใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลา 4-8 ชั่วโมง ควรเลือกใช้จอภาพชนิดใด

ข้อ 5.

  • ซีดีอาร์ดับบลิว
  • ดีวีดี
  • ซีดีอาร์
  • ซีดีรอม

ออปติคัลดิสก์ ที่บันทึกได้เพียงครั้งเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลและไม่สามารถบันทึกเพิ่มได้คือข้อใด

ผู้ดูและระบบ

ผู้ดูแลระบบ

ผู้ดูแลระบบ

ชื่อ-นามสกุล : นายธีรพงษ์ ไตรสุ

ชื่อเล่น : โจ้

E-mail : [email protected]th

Facebook :  Joey Teerapong

เบอร์โทรศัพท์ : 086-4256206